บทที่ 1 พักร้อนเฮงซวย

ตอนที่ 1  พักร้อน เฮงซวย

คนเราเมื่อถึงคราวเคราะห์ ต่อให้นั่งอยู่บนรถตู้แบบโดยสารประจำทางเฉย ๆ ความเฮงซวย หัวขวด หัวจรวยก็สามารถแวะมาทักทายเราได้ เหมือนสิ่งที่ ภรัญ กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ในยามนี้ จะไม่ให้เขาเกรี้ยวกราดได้ยังไง ในเมื่ออารมณ์สุนทรีย์ของการลาพักร้อนของเขา ถูกบดขยี้ลงทันทีที่รู้ตัวว่ากระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือของเขาหายไป ไม่รู้ว่าตนเองทำหล่นหาย หรือว่าถูกมือดีที่ไหนขโมยไปช่วงที่เผลองีบหลับไปบนรถ

ลำพังแค่กระเป๋าสตางค์หายยังพอมีทางแก้ปัญหาด้วยการโทรหาคนที่นัดมารอรับให้รู้ หรือบางทีเขาอาจใช้โทรศัพท์มือถือไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม หรือใช้จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชั่น แต่พอโทรศัพท์มือถือหาย เหมือนชีวิตนี้ก็มีแต่คำว่าบรรลัยลอยไปลอยมาเต็มหน้าไปหมด เบอร์โทรเดียวในหัวของเขาที่จำได้คือ 191 เท่านั้น!

“แม่งเอ๊ย ซวยชะมัด แล้วจะไปรีสอร์ตยังไงวะเนี่ย” คนหัวเสียพึมพำกับตัวเองขณะเดินออกมายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ข้างถนน บริเวณหน้าสถานีขนส่ง อันเป็นจุดจอดรถจุดสุดท้าย

หลังจากระงับความหงุดหงิดหัวเสียลงได้ ภรัญจึงตัดสินใจใช้ปากเป็นใบเบิกทาง เริ่มต้นจากไปแจ้งความเรื่องที่ถูกล้วงกระเป๋า แล้วขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถามหาสถานที่ตั้งของรีสอร์ตที่ตนเองต้องการไป แล้วขอให้ตำรวจพาไปส่งยังจุดที่พอจะเรียกรถไปต่อได้ เพราะไอ้ฟาร์มสเตย์ที่เขาจองที่พักไว้นั้น มันห่างไกลจากตัวเมืองออกไปอีกหลายสิบกิโล ขนาดให้คุณตำรวจช่วยโทรศัพท์ติดต่อเข้าไปที่ฟาร์มก็ยังไม่มีคนรับสาย ครั้นจะให้ตำรวจขับรถพาไปส่งก็เกรงใจเพราะมันไกลมากจริง ๆ  เงินในกระเป๋าก็ไม่มีแม้แต่เศษเหรียญ

“คุณเดินไปตามทางนี้ อีกสักสิบห้ากิโลเดี๋ยวก็ถึงครับ”

หลังจากตำรวจพานักท่องเที่ยวดวงซวยมาส่งได้ครึ่งทาง แล้วฝากให้ติดรถชาวบ้านมาต่ออีกนิดหน่อย ภรัญจึงถูกนำมาปล่อยลงตรงทางแยกซึ่งหากมองลงไปไกลลิบ ๆ นั้นมันเหมือนมีชุมชนเล็ก ๆ อยู่กลางหุบเขา

‘เดินสิบห้ากิโล...คนแถวนี้ใช้คำว่าเดี๋ยวก็ถึงอย่างนั้นเหรอ?’

คนกรุงเทพถึงกับกลอกตาเหลือกขึ้นด้านบนทันที แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาไม่มีทางเลือกอื่น ภรัญพยักหน้ารับก่อนจะกล่าวคำขอบคุณคนที่อุตส่าห์ขับรถพาเขามาส่งจนถึงที่นี่อย่างน้อยมันยังพอย่นระยะทางไปได้หลายสิบกิโลเมตร

แดดแรงของยามบ่ายเหมือนมันอยากฆ่านักท่องเที่ยวอย่างเขาให้ตายกลางทาง ทำเอาเหงื่อหยดตั้งแต่ขมับไหลลงมาจนถึงคาง ลำคอแห้งผากเพราะขาดน้ำจิบดื่มให้ชุ่มคอยิ่งทำให้เขาหงุดหงิด ช่างเป็นทริปการลาพักร้อนที่มีแต่ความเฮงซวยจริง ๆ

ปรื้นนนน ความดีใจเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาใกล้ ดึงใบหน้าคมคายเกรียมแดดให้หันไปมองยังเบื้องหลัง หากแต่ความปรีดานั้นระเหยหายไปไวเสียยิ่งกว่ากลิ่นตด เพราะทันทีที่เขาหันหลังไป ไอ้รถเวรตะไลคันนั้นมันก็ขับฉิวจนเกือบเฉียดเบียดเขาตกถนน

“จะรีบไปตายห่าที่ไหนวะ คนนะเว้ยไม่ใช่หมาจรจัด” มือสะบัดยกขึ้นมาปัดฝุ่นซึ่งฟุ้งกระจาย จนมองไม่เห็นป้ายทะเบียนของรถที่เพิ่งขับผ่านไป และราวกับเทวดาเจ้าป่าเจ้าเขาจะได้ยิ่งเสียงคำสาปแช่งในใจของเขาเพราะเดินมาอีกไม่ถึงสิบนาที ริมถนนลาดยางที่พังเป็นหย่อม ๆ นั้นมีรถกระบะสีหมองจอดเปิดฝากระโปรงรถค้างเอาไว้ โดยมีเจ้าของยืนก้ม ๆ เงย ๆ จับตรงนั้น ขยับตรงนี้ง่วนอยู่กับเครื่องยนต์

“ปัดโธ่เว้ย! มาพังอะไรตอนนี้เล่า” เสียงขึ้นจมูกสะบัดสูงแสดงถึงอารมณ์อันขุ่นมัว

“ไม่น่าพังเลย น่าจะพุ่งชนต้นไม้ก่อนให้ขาดสักสองท่อน แล้วค่อยให้กู้ภัยเอาเครื่องมือมาตัดถ่าง” เจ้าของร่างเหงื่อโทรมเดินเข้ามายืนกอดอกยักคิ้วเยาะเย้ย

“เฮอะ ถ้าอย่างนั้นเมื่อกี้ผมน่าจะขับรถทับคุณ แล้วลากติดท้องรถมาสักกิโลสองกิโล จะได้มาติดอยู่กับซากต้นไม้ด้วยกัน” คิ้วเรียวขยับยักขึ้นถี่ ๆ

ตอนแรกเหมือนจะน่าสงสารที่รถเสีย ตอนนี้ภรัญชักอยากจะเดินไปปล่อยลมยางเพิ่มอีกทั้งสี่ล้อ เป็นการลงโทษเจ้าของใบหน้าง้ำปากคว่ำเหมือนคนช่างเอาแต่ใจนั้น นี่ขนาดตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบากยังไม่วายปากเสีย เจ้าของรถเก่ายืดตัวขึ้นตรง มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาเท้าเอว ส่วนข้างยกขึ้นมาเกาหัวอยู่แกรก ๆ

“ตกลงว่ารู้หรือยังว่ารถเป็นอะไร” มือปลดสายสะพายกระเป๋าเป้แล้วนำมันไปวางไว้ริมทางข้างหนึ่ง

“ถ้ารู้ก็ซ่อมได้แล้วสิ”

“อยากให้ช่วยมั้ย” ร่างสูงขยับไปยืนใกล้ สายตากวาดมองไปยังห้องเครื่องของรถยนต์รุ่นเก่า

“มีน้ำใจมั้ยล่ะ ถ้ามีก็ช่วย ถ้าไม่มีก็โน้นเลยถนนเดินต่อไป”

“ฉันน่ะมีน้ำใจ แต่นายน่ะมีมารยาทหรือเปล่า คนเขาถามดี ๆ หัดพูดจาให้มันดีหน่อย”

“นี่คุณว่าผมไม่มีมารยาทเหรอ” เจ้าของหน้างอถลึงตาโตปากย่น จมูกยู่อย่างไม่พอใจ

“ใช่!” ใบหน้าคมโน้มลงมาจนปลายจมูกชื้นเหงื่อเกือบจะทิ่มเข้าหากัน

“อื้อ บังอาจ!” ริมฝีปากบางงุ้มเบะ ก่อนจะอ้ากว้างแล้วใช้ฟันคมงับลงไปบนปลายจมูกนั้นทันที

“โอ๊ยยยยย”

ร้อยวันพันปีไม่เคยมีใครกล้ามาตำหนิติเตียนเขาต่อหน้า แล้วไอ้นักท่องเที่ยวจรจัดที่เดินต๊อก ๆ อยู่ข้างถนนคนนี้เป็นใครกัน ถึงกล้ามาว่าเขาอย่างนี้ อย่างนี้ต้องงับซะให้จมูกแหว่งไปเลย แต่....

“โอ๊ย! ถุย ถุย ถุย ถุย เค็มชะมัด” ลิ้นสีชมพูแลบออกแล้วกระดกส่ายสะบัดไปมาเมื่อรับรู้รสชาติเหงื่อเค็ม

“นี่มันเจ็บนะ เป็นหมาเหรอ” เจ้าของจมูกโด่งยกมือขึ้นมาจับจมูกตัวเอง

“ปากเหรอนั่นน่ะ” มือยกขึ้นมาใช้นิ้วยื่นขึ้นไปบีบปากของคนนิสัยพูดตรงกับใจ

“พอ ๆ เลิกทะเลาะกันก่อน นี่ฉันเป็นแขกบ้านแขกเมืองนะ เป็นนักท่องเที่ยว” มือหยาบคว้าจับดึงสองมือเรียวบางนั้นมารวบไว้

“นักท่องเที่ยว แล้วมาเดินอะไรอยู่แถวนี้” หน้างอแหงนคอขึ้นไปมองเจ้าของจมูกเค็ม

“นายรู้จัก มีสุขฟาร์มสเตย์ หรือเปล่า” ภรัญคลายน้ำหนักมือซึ่งรวบข้อแขนเล็กนั้นไว้แล้วส่งมันคืนให้เจ้าของ

“คุณจะไปที่นั่นเหรอ” คิ้วบางขมวดวิ่งเข้าหากันทันที

“อืม”

“จองไว้เหรอ” ปากเบะย่นจนริมฝีปากบนเกือบพลิกขึ้นไปปิดรูจมูก

“อืม”

“แล้วทำไมคุณถึง...”

“โอ๊ย ถามเยอะจริง จะถามอะไรนักหนา แค่ตอบมาว่ารู้จักมั้ย”

“ก็ที่ถามนี่เพราะรู้จักไงเล่า”

“อีกไกลหรือเปล่ากว่าจะถึง” ภรัญพยักหน้าไปตามถนน

“สักยี่สิบกิโลได้” แก้มป่องพองลมจนพวงแก้มขึ้นเป็นก้อนกลม ๆ เพราะยิ้มหวานถูกอมเอาไว้บนใบหน้า 

“อะไรนะ ไหนคุณตำรวจ กับลุงคนนั้นบอกว่าอีกแค่สิบห้ากิโล แล้วนี่ฉันเดินมาเป็นชั่วโมงแล้วนะ ทำไมมันยังเหลืออีกตั้งยี่สิบกิโล”

“คุณจะเชื่อตำรวจในเมือง หรือว่าเชื่อคนในพื้นที่อย่างผมล่ะ” มุมปากขยับยกยิ้มเจ้าเล่ห์

“เอาล่ะ ๆ ถ้าอย่างนั้น เรามาทำข้อตกลงกัน ฉันจะช่วยซ่อมรถให้ แต่ถ้าซ่อมได้ นายต้องไปส่งฉันที่นั่น ตกลงมั้ย”

เมื่อดูจากการคล้อยต่ำของดวงอาทิตย์ ที่มันหล่นลงมาจนเกือบลับเหลี่ยมเขา ภรัญเดาว่าเวลาพลบค่ำกำลังจะมาเยือนในอีกไม่ช้า แล้วถ้าไอ้ฟาร์มมีสุข ที่เขาต้องการจะไป มันยังต้องเดินทางอีกไกลหลายสิบกิโล การญาติดีกับเจ้าหนุ่มปากกล้าคนนี้น่าจะดีกว่า

"แน่ใจเหรอว่าซ่อมได้ ไม่ใช่มาทำให้รถผมพังนะ" เจ้าของรถเก่ายืนเอียงคอมองนักท่องเที่ยวตัวโตอย่างไม่เชื่อใจ

"อ้าปากหน่อย" สองนิ้วหยาบยื่นออกมาแล้วใช้มันถ่างกลีบปากเล็กอย่างไม่ปรานี

"อะไรของคุณเนี่ย" มือเล็กพยายามปัดป้องพร้อมสะบัดปากหนี

"จะดูว่าในนี้ นอกจากขี้ฟันแล้วยังมีหมาเลี้ยงไว้อีกกี่ตัว"

บทถัดไป